..^^.. พื้นที่เล็ก ๆ ของแมว ที่รักหนังนอกบ้างในบ้าง มักชอบเขียนวิจารณ์ตามอารมณ์ แต่ไม่เคย Spoil นะจ๊ะ ..^^..

****** ไปแนะนำว่าไปหามาดูก่อนแล้วค่อยอ่านครับ ไม่ค่อย Spoil หรอกครับ เน้นขยายความ แต่ถ้าอ่านแล้วค่อยไปดูจะไม่สนุกเอา ********
 
      กลับมาเขียนบล๊อกละ ดองซะจนเปื่อยเลยทีเดียว >.<
 
      ช่วงนี้หยิบได้แต่หนังดุดุทั้งนั้นเลย .... เยี่ยงเรื่องนี้
 
      Unthinkable (2010) ผลงานของ ผกก. ออสเตรเลียนาม Gregor Jordan นำแสดงโดยพี่ Nick Fury ของเรา Samuel L. Jackson 
 
 
      Unthinkable (2010) หรือ ล้วงแผนวินาศกรรมระเบิดเมือง เป็นหนึ่งในหนังดีที่ไม่เข้าโรงในปี 2010 (เยอะมากเลยล่ะหนังดี ๆ ที่ไม่เข้าโรงอ่ะ)
 
      หนังเปิดมาด้วยวีดีโอเทปของ Steven Arthur Younger (แสดงโดย Michel Sheen) ที่พี่แกโผล่มาบอกว่า นู๋วางระเบิดนิวเคลียร์ได้ 3 ลูก ที่พร้อมจะบึ้มในอีก 3 วัน พร้อมภาพหลักฐาน เรื่องราวก็เลยเดือดร้อนถึงเจ้าหน้าที่ "หน่วยต่อต้านการก่อการร้าย" ของ FBI นาม Helen Brody (แสดงโดย Carrie-Ann Moss ถ้าำไม่รู้จักให้นึกถึง Trinity ใน Matrix ครับ นั่นแหละคนเดียวกัน) ที่จำเป็น (และจำยอม) ต้องร่วมมือกับ CIA เพื่อหาจุดวางระเบิด โดยมีที่ปรึกษานาม H (Samual L. Jackson) มืออาชีพด้านการสอบสวนเป็นผู้ช่วยเหลือสอบสวนผู้ต้องหา       
 
      แต่ที่ไม่ธรรมดา คือ บังเอิญว่าป๋าแกใช้วิธี "ทรมาน" สอบสวนนี่สิ
 
      ก่อนอื่นต้องขอพูดถึงหนึ่งในวิธีสอบสวนที่นิยมใช้กันมาก และถูกใช้ในเรื่องซะก่อน นั่นก็คือ
 
     "Good Cop Bad Cop" 
 
     วิธีนี้จะใช้เจ้าหน้าที่ 2 กลุ่มสลับกันเข้าไปสัมภาษน์ผู้ต้องหา  โดยกลุ่มนึงจะใช้วิธีรุนแรงมากมายเพื่อทำร้ายจิตใจของผู้ต้องหา (บางครั้งก็ทำร้ายร่างกายด้วย) เช่น ข่มขู่ ด่า ต่อย เตะ จูบ (เอ๊ย ไม่ใช่ละ) ซึ่งโดยมากแล้วจะใช้ตำรวจก้ามปู หน้าโหด ๆ ดังนั้น H ก็เลยรับบทนี้ไป
     เมื่อสาแก่ใจ (หรือเวลาหมด) แล้วจะเปลี่ยนให้อีกกลุ่มนึง (Good Cop) เข้ามาปลอบอย่างอ่อนโยน พร้อมใช้วิธีทางจิตวิทยาต่าง ๆ เพื่อให้สารภาพ (เอาเข้าจริง ๆ แล้วไอ้พวก Good Cop นี่แหละนางฟ้าในคราบซาตานชัด ๆ >.<) ดังนั้น Helen Brody ก็เลยรับไม้นี้ไป
 
      แล้ว มัน Unthinkable ยังไงละนั่น......
 
      Unthinable แปลง่าย ๆ ก็คือ "เข็มขัดสั้น" หรือ คาดไม่ถึง นั่นแหละ ซึ่งเชื่อมั้ยว่า ทั้งเรื่องเต็มไปด้วยคำนี้ เริ่มจาก
 
      ใครจะไปคิดว่า มีไอ้บ้าคนนึงกล้าวางระเบิดนิวเคลียร์ในอเมริกา แถมวางไว้ตั้ง 3 ลูกอีกต่างหาก......
      ใครจะไปคิดว่า ไอ้บ้าตัวนี้ มันโดนจับอย่างรวดเร็ว แถมยังยอมให้จับอีกต่างหาก.......
      ใครจะไปคิดว่า ไอ้บ้าตัวนี้ มันจะโดนจับทรมานให้สารภาพอย่างหนัก แถมยังไม่ยอมสารภาพอีกต่างหาก....
      ใครจะไปคิดว่า ไอ้บ้าตัวนี้ มันจะยอมบอกที่ซ่อนระเบิด แต่แล้ว.........อีกต่างหาก.......
      ใครจะไปคิดว่า เจ๊แกจะโดน..... แถมยังพยายามจะ........อีกต่างหาก.....
      ใครจะไปคิดว่า ไอ้บ้านักทรมาน จะตัดเชือกไอ้บ้านักวางระเบิด แล้วยังแถม........เพื่อให้........อีกต่างหาก...
      ใครจะไปคิดว่า ไอ้บ้านักทรมาน จะ......... แถมยังทำท่าจะ.........อีกต่างหาก.......
      แล้วใครจะคิดว่า ไอ้ระเบิดบ้านั่นจะ.........
 
      (ใครเติมได้หมด ก็จบทั้งเรื่องละครับ ..^^..)
 
      เห็นมั้ยครับว่าเพียบ เหมาะแล้วที่เรื่องนี้ชื่อ Unthinkable แต่จริง ๆ แล้วมีอีกเหตุผลนึงครับ ที่ควรจะใช้ชื่อนี้ ซึ่งกำลังจะว่ากันต่อไปด้านล่าง
 
      หนังเรื่องนี้ "เฉือน" และ "เสียดสี" กันได้อย่างเจ็บปวด และแยบยลมากผ่านบุคลิก และการแสดงของตัวละครแต่ละตัว ประมาณว่าดูกันดีดีนี่ กระบวนการต่อต้านการก่อการร้ายของอเมริกา "เหวอะ" กันเลยทีเดียว
 
      ...... เชื่อมั้ยครับ เอาเข้าจริง ๆ แล้วทุกเหตุการณ์เกิดขึ้นในเรื่องนั้นถูก "คาดการณ์ไว้แล้วว่าจะเกิด" โดย H และ Younger ตั้งแต่เหตุการณ์แรกจนถึงเหตุการณ์สุดท้ายของเรื่อง (เอาเข้าจริง ๆ แล้ว คู่นี้กินกันไม่ลงกันเลยทีเดียว >.<) โดยมี Brody และตัวละครอื่น ๆ (รวมทั้ง H ในบางเหตุการณ์)ที่ตามไม่ทัน และ "ถูกชักใย" จนกลายเป็นคนที่วิ่งบนฝ่ามือของทั้งสองคนโดยไม่รู้ตัว (ให้ตายเหอะ น่ายกนิ้วให้คนเขียนบทจริง >.< สุดยอดมาก ๆ ) ซึ่งก็คือแก่นแท้ ๆ ของเรื่องนี้
      ดังนั้น H ต้องพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อกระโดดออกนอกฝ่ามือของ Younger ซึ่งก็เชื่อว่าดูไปซักพักน่าจะรู้อยู่แล้วว่าคืออะไร ซึ่งมันขัดต่อมนุษยธรรมมาก ๆ ขอบอก แต่ถ้าลองมาคิดดูว่า ถ้าเราเป็น H ในสถานะการณ์นั้น เราจะเลือกอะไรล่ะระหว่าง "ชีวิตคนเป็นล้าน กับมนุษยธรรม"
 
      เพราะชีวิตมนุษย์เี่ราต้องเจอกับ คำว่า "ถูกและผิด" ตลอดเวลา หนังเรื่องนี้อาจจะพยายามตั้งคำถามให้กับชีวิตเราว่าทุกสิ่งที่ไม่เป็น ตรรกะ (Logic) ที่ชัดเจน (เช่น ความสัมพันธ์ เป็นต้น) ที่เราทำไป หรือที่ตัดสินใจไป เราเอาอะไรมาเป็นเครื่องมือมาวัดว่า "ถูกหรือผิด แล้วมันถูกหรือผิดจริงตามที่เราคิดจริงหรือ" ซึ่งบางเรื่องอาจจะถูกในมุมของ เหตุผล แต่ผิดในมุม มนุษยธรรม และศีลธรรม หรือกลับกันก็ได้ จริงมั้ยละครับ ..^^..  
 
     สุดท้ายแล้วผมขอฝากคำ ที่ผมระลึกทุกครั้งก่อนตัดสินใจใด ๆ เป็นของแถมนะครับ
 
    .... จริงหรือสิ่งที่เสนอมา               
     ทั้งเที่ยงธรรมทั่วหน้าหรือหาไม่ 
    สร้างไมตรีจิตมิตรแท้แน่หรือไร      
     เป็นผลดีจริงไหมแก่ทุกคน ....
 
    
     ขอให้สนุกกับการตัดสินใจในทุก ๆ เรื่องครับ ..^^..
 
 
 
 

สมอง สองเท้า และ Sourcecode

posted on 11 Apr 2011 09:03 by einherjar  in Movie
********* โปรดทราบ : Entry นี้พยายามจะไม่ Spoil แล้วนะครับ **************
 
         จริง ๆ แล้วเจ้าของบล๊อก เคยตั้งปฏิญาณไว้ว่าจะไม่แตะต้องหนังตระกูล Mass แล้ว แต่เรื่องนี้อดไม่ได้จริง ๆ (และคาดว่าคงจะมีเรื่อง ๆ ต่อ ๆ ไปตามมาอีก 555+)
 
 
---------- นานาทัศนะกับ Source Code -------------
 
             กาลครั้งหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว หลังจากนั่งอ่านเรื่องย่อแล้ว เพื่อนนักดูหนังคนหนึ่่งถามเจ้าของบล๊อกโดยแปะใน Facebook ว่า "เฮ้ย เรื่องนี้มันเกี่ยวอะไรกับ Source Code วะ" ไอ้เราก็ไม่ค่อยติดใจเท่าไรหรอกนะครับ จนกระทั่งได้เข้าไปเสพย์มา
 
             ถ้าจะถามว่า Source Code คืออะไร ? แน่นอนว่าคนทั่วไปจะคิดถึงโปรแกรมคอมพิวเตอร์ (รวมทั้งผมด้วย) ถ้าจะอธิบายง่าย ๆ Source Code ก็คือ อักขระที่มีรูปแบบ (Syntax) ที่แน่นอน ประกอบกันเป็นโปรแกรมต่าง ๆ เช่น Microsoft Window หรือ Microsoft Word ที่เราใช้กันนั่นแหละครับ
 
              แน่นอนว่าถ้าพูดถึงซอฟต์แวร์ ก็ต้องนึกถึง คอมพิวเตอร์ นึกถึงคอมพิวเตอร์ก็ต้องนึกถึงอุปกรณ์พ่วงมากมาย เช่น มอนิเตอร์, แรม, การ์ดจอ ฯลฯ รวมไปถึง "ฮาร์ดดิสก์" อีกด้วย
 
              โดยไอ้เจ้าฮาร์ดดิสก์เนี่ย มันไม่ต่างอะไรกับ "สมอง" ส่วนที่ใช้เก็บความทรงจำของเราเลย
 
 -----------------------    เกร็ดเล็ก ๆ เรื่อง "สมอง" ----------------------------

               ก้อนไขมันที่เรียกว่าสมองในกบาลน้อย ๆ ของเรา ไม่ได้มีพื้นที่สำหรับเก็บความทรงจำโดยเฉพาะนะครับ "เชื่อ" กันว่าความทรงจำจะถูกเก็บแบบ All Over Place คือ ทั้งสมอง ตามลักษณะของความทรงจำ ดังนี้
 
                            Sensory Memmory เก็บในบริเวณ Frontal Lobe
                  
 ----------------------------------------------------------------------------------     
 
               จะเห็นได้ว่าไอ้ความจำของเรา มันก็ไม่ต่างอะไรกับ Source Code มากมายที่ประกอบขึ้นซอฟต์แวร์ ที่เรียกว่า ความทรงจำ ความคิด ความรู้สึก ของเราเลยจริงมั้ยล่ะครับ
 
                เอาล่ะเกริ่นมานานเข้าเรื่องกันเหอะ เนอะ
 
               ตอนแรกที่เห็นหน้าหนังนี่ ผมนึกถึง Vantage Point กันเลยทีเดียว จะต่างกันที่ Vantage Point จะเป็น "เหตุการณ์เดิมต่างมุมมอง" แต่ Source Code จะเป็น "มุมมองเดิมต่างเหตุการณ์" ภาพยนต์เล่าเรื่องราวของ นายทหารระดับเหรียญเกียรติยศ ร้อยเอก โคลเตอร์ สตีเว่นส์ ที่จำเป็นต้องสวมบทคุณครูสอนประวัติศาสตร์ พร้อมภารกิจตามหามือวางระเบิดในรถไฟที่กำลัง "บึ้ม" ในอีก 8 นาทีข้างหน้า ซึ่งแน่นอนว่าเขามีเวลาทำภารกิจนี้ แค่ 8 นาทีเท่านั้น
 
               ตามทัศนะของผมระหว่างดูภาพยนต์เรื่องนี้
 
                          "อืม มันก็หนัง Sci-Fi ทั่วไป" จริงครับมันก็หนัง Sci-Fi ทั่วไป เพียงแต่แอบแหวกไปนิสนึงก็เท่านั้น (คือ ไม่มีมนุษย์ต่างดาว ไม่มียานอวกาศ ไม่มีสงคราม)
 
               ประมาณกลางเรื่อง
                          "เอ..... ถ้าจบภารกิจจะเกิดอะไรขึ้นกับอีตาโคลเตอร์ สตีเว่นส์ล่ะนั่น" อยากรู้จริง ๆ นะ
 
               หลังจากนั้นราว ๆ 15 นาที
                          "อ๋ออออออออออออ รู้แระ รู้แระ"
 
                .
                ..
                ....
                .......
 
               ราว ๆ 15 นาทีก่อนจบ จนจบเรื่อง
                           "เฮ้ย เฮ้ยยยยย เฮ้ยยยยยยยยยยยยยย !!!!" (แล้วมานั่งคิดทบทวนใหม่ตั้งแต่ต้นเรื่อง)
 
               กลับบ้านมาถึงขั้นค้นตู้แล้วพลิกหนังสืออ่านกันเลยทีเดียว >.<
 
               แม้ว่าเรื่องนี้จะเด่นมากในประเด็นเกี่ยวกับความซับซ้อนของตัวละครแต่ละตัว (เด่นจริง ๆ นะ ขอบอก) แต่ยังไงผมก็กล้าจะพูดว่า ถ้าไม่มี 15 นาทีสุดท้าย จะไม่ติดใจเลยแม้แต่นิดเดียว คงจะเสพย์ แล้วจากไปเยี่ยงภาพยนต์ตลาดทั่ว ๆ ไป
 
               ขอไม่เฉลยนะว่าเกิดอะไรขึ้น ไปดูเอาเองไม่เข้าค่อยมาถาม คือ อยากเขียนนะครับ แต่มันจะสปอยล์อ่ะเขียนไม่ให้สปอยล์นี้เป็นไปไม่ได้จริง ๆ ครับ
 
                เอาเป็นว่าภาพยนต์เรื่องนี้แฝง Concept ไว้ได้อย่างแยบยล (เป็น Concept ระดับความฝันของมนุษยชาติกันเลยทีเดียวนะเออ) ถ้าจะเสพย์เอาสนุกก็ได้ เอาสาระก็ดีครับ (แต่อาจจะต้องไปหาเพิ่มเติมนิดหน่อย)
                ขอคารวะทีมสร้างจากใจกันเลยทีเดียวครับ เรื่องนี้
 
                Source Code (ชื่อไทย แฝงร่าง ขวางนรก -*-) เข้าฉายทั่วทุกแห่งดินแดนศิวิไลด์ วันที่ 6 เมษายน 2554 ครับ
 
 
เกร็ดจากภาพยนต์
 
 - Jake Gyllenhaal เป็นคนแนะนำให้ทีมงานสร้างติดต่อ Duncan Jones (ผู้กำกับเรื่อง Moon (2009)) ซึ่งเป็นเรื่องที่เขาชอบ
 
 - Vera Farmiga เป็นตัวเลือกแรก และตัวเลือกเดียวสำหรับบท Colleen Goodwin ของ Duncan Jones
 
 - รถไฟในเรื่องนี้ถูกสร้างและประกอบในแท่นรูปวงแหวนในโรงถ่าย ซึ่งสามารถถอกประกอบได้ทุกส่วน เพื่ออำนวยความสะดวกต่อการเคลื่อไหวของกล้อง (แม่จ้าว ลงทุนซะ )
 
 - Michelle Monaghan ไม่ได้อายุ 28 ปีนะครับ เธอเกิด 23 มีนาคม 1976
 
 - Concept ของหนังเรื่องนี้ไม่ได้ใหม่แต่อย่างไร เพราะเคยมีหนังหลายเรื่องหยิบมาใช้แล้ว แต่ไม่เยอะนัก ที่ดังที่สุดน่าจะเป็นเรื่อง Groundhog Day (ของ บิล เมอเรย์)
 
 
ตอบคำถามตามที่เข้าใจ (มั้งนะครับ)
 
Q : ทำไมตอนอีตาโคลเตอร์ สตีเว่นส์ ตื่นมาตอนแรก ๆ เครื่อง Source Code มันพังเอาพังเอาล่ะนั่น ???
A : มันแปรผันไปตามสภาพจิตใจของอีตาโคลเตอร์ สตีเว่นส์ มั้งนะครับ
 
Q : ทำไมต้องจบ 8 นาทีด้วยความตายทุกครั้งอ่ะ ????
A : ...........ไม่รู้เหมือนกันอ่ะ เข้าใจว่ามันเป็น Symbol ที่แสดงให้เห็นถึงจุดจบของตัวละคร มั้งนะครับ
 
Q : ดูจบแล้วงงงอ่ะ
A : แนะนำว่าไปหาอ่านหนังสือของ Stephen Hawking หรือศึกษาเรื่องเกี่ยวกับ Quantam Physics ครับ (เอาผิว ๆ ก็พอนะอย่าลึก เดี๋ยวจะปวดหัวเอาเน้อ) จะเข้าใจตอนจบมากขึ้นเยอะะะะะะะะะ เลยล่ะครับ
 
Q : อ่านจบแล้วงงว่าเกี่ยวอะไรกับสองเท้ากันครับ / คะ / วะ / ฟระ
A : ไม่เกี่ยวหรอกครับมันคล้องจองกันเฉย ๆ ...^^...
 
Q : ถ้ารู้ว่าจะมีเวลามีชีวิตอยู่ไม่ถึงนาที จะทำอย่างไรกันครับ ?
A : ................... ( "ทุ้มอยู่ในใจ" กันเลยทีเดียวเนอะ ..^^.. คำถามนี้)
 
 
Credit
------------
- ภาพจาก Majorcineplex.com
- เกร็ดภาพยนต์จาก Siamzone.com (http://www.siamzone.com/movie/m/6074/trivia)
- เกร็ดภาพยนต์ข้อสุดท้ายจากจาก Bloggang.com ( http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=branelay&month=07-04-2011&group=6&gblog=127)
- ประวัติ Michelle Monaghan จาก IMDB.com (http://www.imdb.com/name/nm1157358/)

 

         ปล. Entry นี้อาจจะแรงไปนิดนึง แต่ไม่ไหวแล้วหงุดหงิดสุด ๆ ไร้การพัฒนาแท้

                Entry นี้อาจจะไม่สุภาพนิดหน่อยนะครับเนื่อจากฟิวส์ขาดดดดดดดดดดดดดด -*-

                Entry นี้ก็ไม่มีสปอยล์เช่นเดิมนะครับ ^^

          ผมออกตัวก่อนนะว่าไม่ใช่หนังเรื่องนี้ไม่ดีนะครับ ดูจบแล้วผมออกจะรักหนังเรื่องนี้ หนัง (แอบ) แฟนตาซี แต่ก็แอบผิดหวังนิดนิดกับ sound นี่แหละ (อยากดู Soundtrack เสียงฝรั่งเศษ) เลยได้อารมณ์เหมือนกำลังดูอนิเมะแฟนซับเลย (ซับมันทั้งเสียง และsubtitle T^T) 

          แต่ที่หงุดหงิดจริง คือ คำแปลของพี่ไทยครับ

The Extraordinary Adventures of Adele Blanc-Sec

พลังอะเดล ข้ามขอบฟ้า โค่น 5 อภิมหาภัย

     ดูชื่อพี่ไทย แล้วโอ้วหนังผจญภัยเต็มสูบแน่นอน (ถึงจะหงุดหงิดกับ พลังอะเดล <--- คำแปลงี่เง่าจริง ๆ คือ ใช้หัวตรงไหน (???) คิดเนี่ย แปลอย่างงี้เอาชื่อเค้าตรง ๆ มาดีกว่ามั้ยงี่เง่าจริง)

จริง ๆ แล้วผมก็ตะหงิดตะหงิดตั้งแต่ตอนหาข้อมูลละ (คือ ติดนิสัยหาข้อมูลก่อนนะครับ) ว่าทำไมคอนเซ็ปมันไม่ตรงกับอะเดลฉบับการ์ตูนเนี่ย มันดูเว่อร์ไปหน่อยนะ พอวันเสาร์ไปดูปั๊ป รอบ 14.30 เลิกมาเกือบสี่โมง ออกโรงมาปุ๊ป อยากเอาป้ายหน้งโรงหนังขว้างหัวคนแปลชื่อเรื่อง (เอา อันใหญ่ ๆ ด้วยนะ ขนาดหน้าเมเจอร์รังสิตกำลังดี)

ย้ำก่อนนะครับว่าหนังดีอยู่ บันเทิงมากมาย สไตล์ Luc Besson แต่พี่ไทยแกแปลซะเสียหายเลย (ใครไม่หงุดหงิดก็ช่าง แต่ผมหงุดหงิดในฐานะคนรักหนัง และผู้ที่เคารพตัวหนังสือทุกตัวที่เขียนออกมาเนื่องจากอาชีพ)

คือ คุณเมิงครับช่วยหาข้อมูลมานิดนึงก่อนจะแปลได้มั้ยครับ รู้นะว่ามันผูกขาดไอ้เรื่องแปลชื่อหนังอะ แล้วอย่าอ้างว่า โอ๊ย หนังมันเยอะ ไม่มีเวลาไปหาข้อมูลหรอก จรรยาบรรณในวิชาชีพมีมั้ยครับ เดี๋ยวนี้อินเตอร์เน๊ตเค้ามีแล้ว 3G ก็ (เกือบ) จะมี (ถ้ามันไม่ตีกันเรื่องผลประโยชน์) Wi-Fi ก็จะคลุมท้งประเทศแล้ว อีกอย่างเค้ามี Schedule ออกมาก่อนเป็นปีเลยนะครับว่าจะมีหนังเรื่องอะไรบ้าง ตัวอย่างหนังก็มี ไม่ใช่ว่าทำเสร็ตปุ๊ปแล้วฉายเลย ถ้าเป็นอย่างงั้นแปลสั่ว ๆ อย่างงี้ก็ยังรับได้อยู่ รู้สึกเศร้าใจจริง ๆ ในฐานะคนทำงานกับตัวหนังสือด้วยกัน เคสนี้มันเข้าข่ายหลอกหลวงผู้บริโภคเลยนะครับ (แต่เอาผิดไม่ได้เพราะหลอกลวงให้จิ้นกันไปเอง และไม่มีกฏหมายบังคับอย่างชัดเจน -*-) เห็นมาหลายเรื่องละแต่ไม่ใช่คนละทางกันไปเลยเหมือนเรื่องนี้

พวกเมิงรู้มั้ยว่าคนเค้าด่าหนังไม่ได้ด่าเมิงกัน ไม่ใช่ความผิดหนังเลย ไม่มีปัญญาหาข้อมูลหรือแปลดี ๆ ก็เอาชื่อตรง ๆ มาก็ได้หรือ ประมาณว่า "การผจญภัยของอะเดล เบลค เซค" อย่างี้ก็ได้ไม่เสียหาย แต่อย่าทำอย่างงี้ สงสารหนังครับ สงสารคนที่คาดหวังแล้วไปดูด้วยเถิดครับ

หัดเข้าใจหน่อยสิครับว่าสื่อบันเทิงมันมีผลต่อมุมกว้าง คำพูดบนสื่อที่ผิดเพี้ยนไปเล็กน้อยก็เกิดผลเสียหายได้มากมาย พอดีเคสนี้มันไม่เกี่ยวกับชีวิตทรัพย์สิน บลา บลา บลา

แต่ถ้าเป็นเคสใหญ่กว่านี้ละ มันจะไม่มีที่ให้มาหัวเราะ แล้วพูดว่า "ขอโทษครับ ผมผิดไปแล้ว ลืมหาข้อมูล โอ๊ย แย่จัง" แล้วเอามือเคาะหัวทำหน้าบ้องแบ๊วนะครับ เฮ้อออออออออออ

.

......

.........

     โอเค กลับโหมดเดิม แต่ว่าผมยังยืนยันคำเดิมว่า The Extraordinary Adventures of Adele Blanc-Sec (พลังอะเดล <-- งี่เง่าจริง ขออีกรอบเหอะ -*-) บันเทิงดีแท้ครับ (หลุยส์ บูร์ฌวง (Louise Bourgoin) คนแสดงเป็นอะเดลก็น่ารักอยู่) ฮาได้เรื่องดี ถึงแม้ว่าปมของเรื่องจะดูเล็กน้อยนัก (เล็กน้อยมาก ๆ สำหรับคนอื่น แต่รุนแรงและเศร้าสร้อยสำหรับตัวอะเดลเอง) เมื่อเทียบกับหนังสไตล์เดียวกันหลาย ๆ เรื่อง แต่ก็ไม่หลุด Concept ครับ

จังหวะของหนังก็ค่อนข้างดี ไม่น่าเบื่อระหว่างดู (แต่ก็ไม่ดึงดูดสำหรับรอบสอง) พอดูจนจบ (จบนี่หมายถึงจบถึงหลังสุดเลยนะครับ หนังจบอย่าเพิ่งลุกกันนะครับ) ก็ยังแอบอมยิ้ม และจิ้นไปถึงชะตากรรมของตัวละครได้อีกต่างหาก อยากรู้ว่าฮาแค่ไหนก็ไปดูเอาเองนะครับ